Highlight บทความ สาระและสุขภาพ

สนามหลวง (ทุ่งพระเมรุ) มีที่มาอย่างไร ?

พื้นที่ของ “สนามหลวง” เดิมในอดีตนั้น ไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เพราะมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของสนามหลวงปัจจุบันเท่านั้นเอง

๏ สนามหลวง ในสมัย “รัชกาลที่ ๑”

“สนามหลวง” มีมาตั้งแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยตั้งอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นบริเวณที่โล่งจัดใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระราชทานเพลิงพระศพพระบรมวงศ์ คนทั่วไปจึงเรียกว่า “ทุ่งพระเมรุ” ถ้าไม่มี “งานออกพระเมรุ” ก็ปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่าราวหนองบึง

๏ สนามหลวง ในสมัย “รัชกาลที่ ๓”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ไทยกับญวนมีเรื่องวิวาทกันเกี่ยวกับดินแดนเขมร จึงโปรดฯ ให้มีการทำนาที่ “ทุ่งพระเมรุ” เพื่อที่จะให้ญวนเห็นว่าไทยเป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีเสบียงอาหารพร้อม ที่จะทําสงครามกับญวนได้เต็มที่ เพราะแม้แต่ข้างพระบรมมหาราชวังก็มีการทํานากัน

๏ สนามหลวง ในสมัย “รัชกาลที่ ๔”

ในรัชกาลที่ ๔ ก็ยังใช้ “ทุ่งพระเมรุ” เป็นที่ทํานาหลวงเหมือน อย่างในรัชกาลที่ ๓ ตามเดิม แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงรังเกียจที่ราษฎรเรียกสนามหลวงว่า “ทุ่งพระเมรุ” พระองค์จึงโปรดให้มีประกาศเรียกว่า “ท้องสนามหลวง” เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘ ตามประกาศ ดังนี้

“…ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตําบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้นให้เรียกว่า ‘ท้องสนามหลวง’…”

๏ สนามหลวง ในสมัย “รัชกาลที่ ๕”

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อกรมพระราชวังบวร บวรวิไชยชาญ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ในรัชกาลที่ ๕ เสด็จทิวงคตลง รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริให้ยกเลิกตำแหน่ง “พระราชวังบวรสถานมงคล” และสถาปนาตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” ตามอย่างธรรมเนียมราชวงศ์ในชาติตะวันตก ทำให้ตำแหน่งวังหน้าว่างลงไม่มีผู้ดูแลรักษาอาคารราชมณเฑียร

รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปรับขยายสนามหลวงจากเดิมไปยังพื้นที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “วังหน้า” ท้องสนามหลวงจึงได้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเท่าตัว จนมีขนาดเท่าที่เห็นในปัจจุบัน และโปรดฯ ให้ปลูกต้นมะขามไว้รอบท้องสนามหลวงเพื่อให้เกิดความร่มรื่นเหมือนอย่างถนนในต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตรมา

มีการปรับขยายพื้นที่สนามหลวงโดยรื้อแนวกำแพงด้านทิศตะวันออกของพระราชวังบวรสถานมงคลออกทำให้พื้นที่ด้านหน้าของพระราชวังบวรสถานมงคลลดลง พลับพลาสูง ถูกรื้อไปพร้อม ๆ กับแนวกำแพงชั้นนอกด้านทิศตะวันออกของวังหน้า เช่นเดียวกันกับสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกัน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เพื่อปรับขยายพื้นที่และตัดถนนโดยรอบสนามหลวง ตำแหน่งของอาคารนี้ในปัจจุบันจึงน่าจะอยู่บริเวณกลางท้องสนามหลวง บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางทิศตะวันออกในปัจจุบัน

๏ สนามหลวง ในสมัย “รัชกาลที่ ๖”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ รวมทั้งใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เช่น เป็น สนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ

๏ สนามหลวง ในสมัย “รัชกาลที่ ๗”

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ การพระราชพิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับการศาสนาตกไปเป็นภารกิจของรัฐบาล ซึ่งได้กระทรวงต่าง ๆ ส่วนการพระราชพิธีประจำเดือนซึ่งเคยถือปฏิบัติสืบต่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่น พระราชพิธีสนามต่างๆ พระราชพิธีตรียัมพวาย พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็ถึงกับหยุดชะงักลงบางพระราชพิธีสูญสิ้นไป ไม่นำมาปฏิบัติต่อไปอีก และบางพระราชพิธีได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ใช้ท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ

๏ สนามหลวง ในสมัย “รัชกาลที่ ๙”

สมัยรัชกาลที่ ๙ มีการใช้พื้นที่สนามหลวงเป็น “ตลาดนัด” ตลาดนัดสนามหลวงเกิดขึ้นในปี ๒๔๙๑ สินค้าที่ขายระยะแรกเป็นพืชสวน พืชไร่ ของเกษตรกร เมื่อค้าขายนานเข้าก็สินค้าที่หลากหลายขึ้น โดยขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ จนเมื่อปี ๒๕๒๑ รัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ต้องการใช้สนามหลวงเป็นสถานที่งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี

การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงมอบที่ดินย่านพหลโยธินบริเวณสวนจตุจักรด้านใต้แก่กรุงเทพมหานครเพื่อใช้ในกิจการสาธารณะประโยชน์ กรุงเทพมหานครจึงปรับพื้นที่เพื่อให้ผู้ค้าจากสนามหลวงมาอยู่ที่ “ตลาดนัดสวนจตุจักร” ในปี ๒๕๒๕

และเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๐ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน “สนามหลวง” สนามขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่ ๗๔ ไร่ ๖๓ วา เป็นโบราณสถาน ลงในราชกิจจานุเบกษา

อ้างอิง :
สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน?,สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘
ผศ.ทรงสิริ วิชิรานนท์. “พัฒนาการตลาดนัด”, วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร ปีที่ ๗ เล่มที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๖

เฟซบุ๊ก : โบราณนานมา